หมายเหตุสำคัญ!
เราใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา
ด้วยการคลิกที่ ‘ตกลง’ คุณได้ยอมรับการใช้คุกกี้ของเราตามที่อธิบายไว้ใน นโยบายคุกกี้
ตลาดการเงินโลกในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เปิดเผยภาพที่น่าสนใจของความเชื่อมั่นที่กำลังฟื้นตัวท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่กำลังปรับปรุง ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดใหม่ นำโดย S&P 500 ที่ทะลุแนวต้านสำคัญที่ 5900 ในขณะที่ Bitcoin แสดงสัญญาณการฟื้นตัวอย่างโดดเด่นด้วยการเพิ่มขึ้นถึง 40% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะทดสอบระดับ $90,000-$95,000 ในอนาคตอันใกล้
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ก็ส่งสัญญาณบวกเช่นกัน ทองคำกลับตัวขึ้นจากโซนแนวรับสำคัญ และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ $3300 ในขณะที่น้ำมัน WTI ปรับตัวขึ้น 1.4% มาอยู่ที่ $62.5 ต่อบาร์เรล ส่งผลให้มีการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์มากกว่า 2%
ในตลาดเงินตรา ดัชนีดอลลาร์ (DXY) อยู่ที่ระดับ 101.092 เพิ่มขึ้น 0.21% ในวันศุกร์ แม้จะมีการเพิ่มขึ้น 1.73% ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ในรอบ 12 เดือน ดัชนีดอลลาร์ลดลง 3.25% ซึ่งความอ่อนค่าในระยะยาวนี้ได้สนับสนุนราคาทองคำและสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ
1. เงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี
ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนเมษายนของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.2% ในรายเดือน ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ 2.3% ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.4% และเป็นอัตราต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2021 ในขณะที่ Core CPI ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน อยู่ที่ 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ตัวเลขเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงนี้เป็นสัญญาณบวกสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงระมัดระวังเนื่องจากนโยบายภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีทรัมป์อาจส่งผลต่อราคาสินค้าในอนาคต
2. นโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก
ธนาคารกลางสำคัญทั่วโลกยังคงดำเนินนโยบายการเงินที่ระมัดระวัง:
3. การผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน
การประกาศระงับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนเป็นเวลา 90 วัน ได้ช่วยลดความกังวลของนักลงทุนและเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดโดยรวม การเคลื่อนไหวนี้ช่วยให้ S&P 500 กลับมาอยู่ในแดนบวกสำหรับปี 2025 และสนับสนุนการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน เนื่องจากสหรัฐฯ และจีนเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดสองรายของโลก
4. ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอตัว
รายงาน Nonfarm Payrolls (NFP) เดือนเมษายนแสดงการชะลอตัวของการจ้างงาน โดยมีการเพิ่มงานเพียง 130,000 ตำแหน่ง ลดลงอย่างมากจาก 228,000 ในเดือนมีนาคม การชะลอตัวนี้อาจเป็นผลมาจากนโยบายภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เริ่มส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน นอกจากนี้ รายงาน ADP Employment Change ก็ลดลงอย่างรุนแรงจาก 155,000 ในเดือนมีนาคมเหลือเพียง 62,000 ในเดือนเมษายน
เมื่อพิจารณาจากการเคลื่อนไหวของตลาดและปัจจัยเศรษฐกิจในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีแนวโน้มสำคัญที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิด:
สัปดาห์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่กำลังฟื้นตัวในตลาดการเงินโลก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรยังคงติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบของนโยบายภาษีศุลกากรต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโดยรวม ความไม่แน่นอนในนโยบายการค้า และการชะลอตัวในตลาดแรงงาน ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจนโยบายการเงินของธนาคารกลางในอนาคต
ตลาด Forex เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างผันผวน เนื่องจากนักลงทุนรอข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่จะประกาศในวันอังคาร ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวในกรอบแคบเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยดัชนีดอลลาร์ (DXY) อยู่ที่ประมาณ 100.8 ค่าเงินยูโรปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเทียบกับดอลลาร์ ในขณะที่เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงหลังจากการแสดงท่าทีที่ผ่อนคลายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในการประชุมล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม
การประกาศข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สหรัฐฯ ที่ 2.3% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.4% และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงทันทีหลังการประกาศข้อมูล EUR/USD ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 1.085 ในขณะที่ GBP/USD ทะลุระดับ 1.25 เป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ นักลงทุนเริ่มปรับการคาดการณ์เกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยคาดว่าอาจมีการลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม
ตลาดได้รับแรงหนุนจากข่าวการระงับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนเป็นเวลา 90 วัน ซึ่งส่งผลให้สกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับการค้าและสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) และดอลลาร์แคนาดา (CAD) แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ AUD/USD เพิ่มขึ้น 0.8% มาที่ระดับ 0.678 ในขณะที่ USD/CAD ลดลง 0.6% มาที่ระดับ 1.342 เงินหยวนจีนก็แข็งค่าขึ้นเช่นกัน สะท้อนความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจจีน
รายงานตลาดแรงงานที่อ่อนแอกว่าคาดของสหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวลดลงอีกครั้ง ข้อมูลการว่างงานรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นเป็น 248,000 ราย สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 240,000 ราย สะท้อนการชะลอตัวในตลาดแรงงาน EUR/USD เพิ่มขึ้นอีก 0.3% แตะระดับ 1.088 ในขณะที่ USD/JPY ลดลง 0.5% มาที่ระดับ 153.75 สะท้อนการไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย นอกจากนี้ เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นหลังจากข้อมูล GDP ไตรมาสแรกของสหราชอาณาจักรแสดงการเติบโตที่ดีกว่าคาด
ตลาดคลายความกังวลและมีการซื้อคืนดอลลาร์เล็กน้อย หลังจากที่อ่อนค่าลงตลอดสัปดาห์ ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.21% มาอยู่ที่ระดับ 101.092 EUR/USD ลดลงเล็กน้อยมาที่ระดับ 1.085 ในขณะที่ GBP/USD ยังคงทรงตัวที่ระดับ 1.254 การฟื้นตัวของดอลลาร์ในวันศุกร์มีสาเหตุบางส่วนมาจากการปรับพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนสถาบัน และการระมัดระวังก่อนวันหยุดสุดสัปดาห์ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีอยู่
คู่เงิน EUR/USD ปรับตัวขึ้นสัปดาห์นี้ โดยเคลื่อนไหวจากระดับ 1.078 ในวันจันทร์มาปิดที่ 1.085 ในวันศุกร์ เพิ่มขึ้น 0.65% ตลอดสัปดาห์ แรงหนุนหลักมาจากข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ต่ำกว่าคาดและตลาดแรงงานที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลให้ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างยูโรโซนและสหรัฐฯ ลดลง
ในด้านเทคนิค EUR/USD ทะลุแนวต้านสำคัญที่ 1.084 และกำลังมุ่งหน้าสู่แนวต้านถัดไปที่ 1.092 การปรับตัวขึ้นยังได้รับการยืนยันจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วันที่ตัดขึ้นเหนือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (Golden Cross) แสดงถึงแนวโน้มขาขึ้นในระยะกลาง
แนวโน้มระยะสั้นของ EUR/USD ยังคงเป็นบวก โดยมีแนวรับสำคัญที่ 1.080 และ 1.075 ในขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1.092 และ 1.100
คู่เงิน GBP/USD มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในสัปดาห์นี้ โดยเพิ่มขึ้น 0.82% จากระดับ 1.243 มาปิดที่ 1.254 ในวันศุกร์ การเพิ่มขึ้นได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรที่แข็งแกร่งกว่าคาด โดยเฉพาะ GDP ไตรมาสแรกที่เติบโต 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 0.4%
ในด้านเทคนิค GBP/USD ทะลุแนวต้านสำคัญที่ 1.25 และกำลังทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 1.257 RSI รายวันอยู่ที่ระดับ 68 ซึ่งใกล้เข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป (overbought) แต่ยังไม่ถึงระดับ 70 ที่บ่งชี้ถึงการปรับฐาน
แนวโน้มระยะสั้นของ GBP/USD เป็นบวก แต่ควรระวังการปรับฐานในระยะสั้น หากคู่เงินพยายามทะลุแนวต้านที่ 1.257 แนวรับสำคัญอยู่ที่ 1.248 และ 1.240
คู่เงิน USD/JPY ปรับตัวลดลงในสัปดาห์นี้ จากระดับ 155.50 ในวันจันทร์มาปิดที่ 153.75 ในวันศุกร์ ลดลง 1.12% การลดลงมีสาเหตุจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ท่ามกลางความคาดหวังเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ที่เพิ่มขึ้น
แม้ว่า BOJ จะแสดงท่าทีที่ผ่อนคลายในการประชุมล่าสุด แต่ค่าเงินเยนยังคงได้รับประโยชน์จากสถานะสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
ในด้านเทคนิค USD/JPY หลุดแนวรับสำคัญที่ 154.50 และกำลังเข้าใกล้แนวรับถัดไปที่ 153.00 ซึ่งเป็นระดับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน Stochastic Oscillator ปรับตัวลงสู่เขตขายมากเกินไป (oversold) แสดงถึงโอกาสในการฟื้นตัวระยะสั้น
แนวโน้มระยะกลางของ USD/JPY ยังคงเป็นลบ โดยมีแนวรับสำคัญที่ 153.00 และ 151.80 ในขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 155.50 และ 157.00
การเคลื่อนไหวของตลาด Forex ในสัปดาห์นี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากปัจจัยพื้นฐานหลักสี่ประการ:
สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่น่าสนใจสำหรับตลาด Forex โดยมีการเคลื่อนไหวที่สำคัญในคู่เงินหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่าคาดของสหรัฐฯ และการผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศ ในสัปดาห์หน้า นักลงทุนควรติดตามการเปิดเผยรายงานการประชุมของ Fed (FOMC Minutes) ซึ่งจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมุมมองของคณะกรรมการต่อเงินเฟ้อและแนวโน้มเศรษฐกิจ
ตลาดทองคำแสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งในสัปดาห์นี้ โดยราคาทองคำกลับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากโซนแนวรับสำคัญ การเคลื่อนไหวของราคาทองคำได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลายประการที่ส่งผลในเชิงบวก โดยเฉพาะความอ่อนค่าของดอลลาร์ในระยะยาวและความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก
ในด้านเทคนิค ทองคำกลับตัวขึ้นจากโซนแนวรับระหว่างระดับ 3155.00 (จุดสูงสุดเดิมของคลื่นกระตุ้นคลื่นที่ 3 จากต้นเดือนเมษายน) Bollinger Band รายวันล่าง และการแก้ไข Fibonacci 61.8% ของคลื่นกระตุ้นขาขึ้นจากเดือนมกราคม การกลับตัวขาขึ้นจากโซนแนวรับนี้ได้หยุดคลื่น C ของการแก้ไข ABC ระยะกลาง (4) จากกลางเดือนเมษายน
Stochastic รายวันที่อยู่ในภาวะขายมากเกินไป (oversold) และกำลังกลับตัวขึ้นบ่งชี้ถึงแรงซื้อที่กำลังกลับมา ส่งผลให้ราคาทองคำมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นไปทดสอบระดับแนวต้านถัดไปที่ 3300.00 ในระยะสั้นถึงระยะกลาง
ในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน การอ่อนค่าของดอลลาร์ในระยะยาว (ลดลง 3.25% ในรอบ 12 เดือน) เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนราคาทองคำ เนื่องจากทองคำซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เมื่อดอลลาร์อ่อนค่า ทองคำจะมีราคาถูกลงสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น ส่งผลให้มีความต้องการซื้อเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ต่ำกว่าคาด (2.3%) และการชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังเพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม สภาพแวดล้อมที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำลงมักเป็นบวกสำหรับทองคำ เนื่องจากลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำซึ่งไม่ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย
ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบของนโยบายภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีทรัมป์ต่อเงินเฟ้อในอนาคตยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เนื่องจากทองคำมักถูกมองว่าเป็นเครื่องป้องกันเงินเฟ้อที่ดี
ตลาดน้ำมันดิบแสดงการฟื้นตัวที่น่าประทับใจในสัปดาห์นี้ โดยราคาน้ำมัน WTI ปรับตัวขึ้น 1.4% มาอยู่ที่ $62.5 ต่อบาร์เรลในวันศุกร์ ส่งผลให้มีการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์มากกว่า 2% การเพิ่มขึ้นนี้ได้รับแรงหนุนหลักจากการผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดสองรายของโลก
ในด้านเทคนิค น้ำมันดิบ WTI เพิ่งกลับตัวขึ้นจากบริเวณแนวรับแข็งแกร่งระหว่างระดับแนวรับ 54.90 (ซึ่งหยุดคลื่นที่ 3 ในช่วงต้นเดือนเมษายน) และ Bollinger Band รายวันล่าง การกลับตัวขาขึ้นจากบริเวณแนวรับนี้ได้หยุดคลื่นกระตุ้นก่อนหน้านี้คลื่นที่ 5 และ (3) ราคาน้ำมันดิบ WTI มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นไปทดสอบระดับแนวต้านถัดไปที่ 62.00 (แนวรับเล็กน้อยก่อนหน้านี้จากกลางเดือนเมษายน)
อย่างไรก็ตาม การประชุม OPEC+ เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การประชุมในเดือนพฤษภาคม 2025 ถูกเลื่อนจากวันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม เป็นวันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม การเปลี่ยนแปลงกำหนดการนี้มีความสำคัญเนื่องจาก OPEC+ ไม่ค่อยจัดการประชุมในวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีพัฒนาการในตลาดน้ำมันโลกที่ต้องการความสนใจเร่งด่วนมากกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้
ตามการสำรวจล่าสุดของ Bloomberg นักวิเคราะห์ตลาดน้ำมันและเทรดเดอร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะมีการประกาศเพิ่มกำลังการผลิตอีกครั้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อราคาน้ำมันโลกในช่วงฤดูร้อนและหลังจากนั้น หากมีการเพิ่มกำลังการผลิต อาจทำให้เกิดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในระยะสั้น แต่การเติบโตของความต้องการในช่วงฤดูร้อนอาจช่วยบรรเทาผลกระทบนี้ได้บางส่วน
ปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันรวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจกระทบความต้องการน้ำมัน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญ
ราคาเงินปรับตัวขึ้นตามทองคำในสัปดาห์นี้ โดยเพิ่มขึ้น 1.8% มาอยู่ที่ $35.75 ต่อออนซ์ การเคลื่อนไหวของราคาเงินมักมีความสัมพันธ์กับทองคำ แต่มีความผันผวนมากกว่า โดยมีอัตราส่วนราคาทองคำต่อเงิน (Gold-to-Silver Ratio) อยู่ที่ประมาณ 87:1
ในด้านเทคนิค ราคาเงินกลับตัวขึ้นจากแนวรับที่ $33.80 และกำลังเข้าใกล้แนวต้านสำคัญที่ $36.50 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบหลายเดือน หากสามารถทะลุระดับนี้ได้ ราคาเงินอาจปรับตัวขึ้นไปทดสอบระดับ $38.00 ในระยะถัดไป
เงินได้รับประโยชน์จากปัจจัยพื้นฐานเช่นเดียวกับทองคำ รวมถึงการอ่อนค่าของดอลลาร์และความคาดหวังเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ เงินยังได้รับประโยชน์จากความต้องการในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตในปี 2025
ราคาทองแดงปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในสัปดาห์นี้ โดยเพิ่มขึ้น 2.5% มาอยู่ที่ $4.85 ต่อปอนด์ การเพิ่มขึ้นนี้ได้รับแรงหนุนหลักจากการผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภคทองแดงรายใหญ่ที่สุดของโลก
นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนยังเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองแดง เนื่องจากทองแดงเป็นวัตถุดิบสำคัญในภาคการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมักได้รับประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในด้านเทคนิค ราคาทองแดงทะลุแนวต้านสำคัญที่ $4.75 และกำลังมุ่งหน้าสู่แนวต้านถัดไปที่ $5.00 ซึ่งเป็นระดับจิตวิทยาสำคัญ ค่า RSI อยู่ที่ระดับ 65 ซึ่งเข้าใกล้ภาวะซื้อมากเกินไป (overbought) แต่ยังไม่ถึงระดับที่น่ากังวล
แนวโน้มระยะยาวของทองแดงยังคงเป็นบวก โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของความต้องการในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งต้องใช้ทองแดงในปริมาณมาก อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมแสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งในสัปดาห์นี้ โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ในระยะยาว การผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน และความคาดหวังเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม เช่น การประชุม OPEC+ ที่อาจมีการประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน และผลกระทบของนโยบายภาษีศุลกากรที่อาจส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ในระยะยาว
นักลงทุนควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เห็นการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์หลากหลายประเภทที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ ความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างตลาดเหล่านี้จะช่วยให้นักลงทุนสามารถวางกลยุทธ์การลงทุนที่มีประสิทธิภาพและคาดการณ์การเคลื่อนไหวของตลาดในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
ในสัปดาห์นี้ เราได้เห็นความสัมพันธ์แบบผกผันที่ชัดเจนระหว่างค่าเงินดอลลาร์และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำและน้ำมันดิบ โดยมีรายละเอียดดังนี้:
ความสัมพันธ์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินหรือเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์ การติดตามการเคลื่อนไหวของดัชนีดอลลาร์จึงเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการคาดการณ์ทิศทางของราคาสินค้าโภคภัณฑ์
ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นถึงลักษณะที่น่าสนใจ:
โดยทั่วไป การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมักส่งผลเชิงลบต่อตลาดหุ้น เนื่องจากทำให้การลงทุนในพันธบัตรมีความน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้น และเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมสำหรับบริษัทต่างๆ อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้นพร้อมกัน
ปรากฏการณ์นี้อาจอธิบายได้ด้วยเหตุผลดังนี้:
ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและตลาดหุ้นมีความซับซ้อนและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวะตลาดและปัจจัยเศรษฐกิจ นักลงทุนควรพิจารณาความสัมพันธ์นี้ในบริบทของปัจจัยอื่นๆ เช่น การเติบโตของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และนโยบายการเงิน
นโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเคลื่อนไหวของตลาดในสัปดาห์นี้:
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และผลกระทบต่อตลาด
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และผลกระทบต่อตลาด
ธนาคารกลางจีน (PBOC) และผลกระทบต่อตลาด
จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดในสัปดาห์นี้ มีบทเรียนสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ ดังนี้:
สัปดาห์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการที่ตลาดการเงินมีความเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน และการเปลี่ยนแปลงในตลาดหนึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อตลาดอื่นๆ ได้ การเข้าใจความสัมพันธ์เหล่านี้จะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถระบุโอกาสการลงทุนและบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดัชนี S&P 500 แสดงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในสัปดาห์นี้ โดยปิดสัปดาห์ด้วยการเพิ่มขึ้น 0.7% ในวันศุกร์ ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ห้า สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการที่ดัชนีสามารถทะลุแนวต้านสำคัญที่ 5900 ซึ่งเคยเป็นแนวรับในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ จุดเปลี่ยนสำคัญนี้ช่วยให้ S&P 500 กลับมาอยู่ในแดนบวกสำหรับปี 2025
การวิเคราะห์คลื่นของ S&P 500 บ่งชี้ว่าการเบรกเหนือระดับ 5900 น่าจะเร่งให้เกิดคลื่นกระตุ้นระยะสั้นคลื่นที่ 3 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นกระตุ้นระดับกลาง (3) จากปลายเดือนเมษายน รูปแบบนี้มักนำไปสู่การเคลื่อนไหวขาขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นไปถึงแนวต้านถัดไปที่ 6100 ซึ่งเป็นระดับที่มีการกลับทิศทางหลายครั้งในช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคม
ปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนการปรับตัวขึ้นของ S&P 500 รวมถึง:
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม เช่น การชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวของนโยบายภาษีศุลกากรต่อเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจ
ดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้น 0.4% ในวันศุกร์ และเพิ่มขึ้น 2.1% ตลอดทั้งสัปดาห์ การฟื้นตัวนี้ได้รับแรงหนุนหลักจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชั้นนำ โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งได้รับประโยชน์จากความคาดหวังในการลดอัตราดอกเบี้ยและการระงับความตึงเครียดทางการค้า
NVIDIA นำการปรับตัวขึ้นด้วยการเพิ่มขึ้น 4.2% ในสัปดาห์นี้ หลังจากนักวิเคราะห์หลายรายปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเนื่องจากความต้องการชิปที่เพิ่มขึ้นสำหรับการใช้งานด้าน AI ในขณะที่ Microsoft และ Apple ก็มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้น 3.5% และ 2.8% ตามลำดับ
ในด้านเทคนิค ดัชนี Nasdaq ทะลุแนวต้านที่ 18,500 และกำลังมุ่งหน้าสู่การทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ 19,000 Relative Strength Index (RSI) อยู่ที่ระดับ 65 ซึ่งแม้จะเข้าใกล้ภาวะซื้อมากเกินไป (overbought) แต่ยังไม่ถึงระดับที่น่ากังวล
บริษัทเทคโนโลยีได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเงินเฟ้อที่ลดลง ซึ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่ Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม สภาพแวดล้อมที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำลงมักเป็นบวกสำหรับบริษัทเทคโนโลยีที่มีการเติบโตสูง ซึ่งมักมีการประเมินมูลค่าบนพื้นฐานของกระแสเงินสดในอนาคต
ดัชนี Dow Jones เพิ่มขึ้น 331 จุดหรือ 0.85% ในวันศุกร์ ส่งผลให้มีการเพิ่มขึ้น 1.7% ตลอดทั้งสัปดาห์ การฟื้นตัวของ Dow Jones ได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและการเงิน ซึ่งได้รับประโยชน์จากการระงับความตึงเครียดทางการค้าและข้อมูลเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าคาด
บริษัทที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นใน Dow Jones รวมถึง Caterpillar (+3.2%) ซึ่งได้รับประโยชน์จากการระงับความตึงเครียดทางการค้า และ Goldman Sachs (+2.8%) ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ย
ในด้านเทคนิค Dow Jones ทะลุแนวต้านที่ 38,500 และกำลังมุ่งหน้าสู่การทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ 39,200 แนวโน้มรายวันเป็นบวก แต่มีแนวต้านสำคัญที่ต้องเอาชนะก่อนที่จะสามารถทดสอบจุดสูงสุดได้
การเคลื่อนไหวของ Dow Jones สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในการเติบโตของเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของภาคการผลิตหลังจากการประกาศระงับความตึงเครียดทางการค้า อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวของตลาดแรงงานยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม
ยุโรป: การฟื้นตัวท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจ
ดัชนีหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นในสัปดาห์นี้ แต่ด้วยอัตราที่ช้ากว่าตลาดสหรัฐฯ ดัชนี STOXX Europe 600 เพิ่มขึ้น 1.2% ตลอดทั้งสัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนจากการระงับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน
ดัชนี DAX ของเยอรมนีเพิ่มขึ้น 1.5% ในขณะที่ CAC 40 ของฝรั่งเศสและ FTSE 100 ของสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น 1.3% และ 1.1% ตามลำดับ
ตลาดยุโรปยังคงเผชิญกับความท้าทายจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะในเยอรมนีซึ่งข้อมูล GDP ไตรมาสแรกแสดงการหดตัว 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 5 มิถุนายน 2025 ช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นยุโรป โดยนักลงทุนคาดหวังว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
เอเชีย: การฟื้นตัวที่แข็งแกร่งหลังมาตรการกระตุ้นของจีน
ดัชนีหุ้นเอเชียมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในสัปดาห์นี้ โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนและการระงับความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ
ดัชนี Shanghai Composite เพิ่มขึ้น 3.8% ตลอดทั้งสัปดาห์ หลังจากธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศมาตรการนโยบายการเงิน 10 ข้อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการลดอัตราส่วนเงินสำรองขั้นต่ำ (RRR) ลง 0.5% ซึ่งคาดว่าจะปลดปล่อยสภาพคล่องระยะยาว 1 ล้านล้านหยวน (138 พันล้านดอลลาร์)
ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงเพิ่มขึ้น 4.2% ในขณะที่ Nikkei 225 ของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 2.5% และ KOSPI ของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 2.3%
การระงับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนเป็นเวลา 90 วัน มีผลกระทบเชิงบวกอย่างมากต่อตลาดเอเชีย โดยเฉพาะบริษัทที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ นอกจากนี้ การอ่อนค่าของดอลลาร์ยังเป็นปัจจัยบวกสำหรับตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย
ตลาดดัชนีหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นในสัปดาห์นี้ โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยหลักสามประการ: ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ต่ำกว่าคาด การระงับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน และความคาดหวังเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสำคัญ
ดัชนี S&P 500 มีแนวโน้มที่จะทดสอบระดับ 6100 ในระยะสั้น หลังจากทะลุแนวต้านสำคัญที่ 5900 ในขณะที่ Nasdaq และ Dow Jones ก็มีแนวโน้มที่จะทดสอบจุดสูงสุดเดิมเช่นกัน
ตลาดเอเชียมีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนและการระงับความตึงเครียดทางการค้า ในขณะที่ตลาดยุโรปอาจมีการเติบโตที่ช้ากว่าเนื่องจากความท้าทายทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ และผลกระทบระยะยาวของนโยบายภาษีศุลกากรต่อเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจ
ตลาดคริปโตเคอเรนซี่ในสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นถึงโมเมนตัมเชิงบวกที่แข็งแกร่ง โดย Bitcoin เป็นผู้นำในการปรับตัวขึ้น กับการเติบโตที่น่าประทับใจถึง 40% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้บ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของแนวโน้มขาขึ้นและความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่กำลังฟื้นตัว
ในการวิเคราะห์กรอบเวลา 1 สัปดาห์ พบว่า $73,000 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของปี 2024 ได้กลายเป็นแนวรับสำคัญที่ต้องรักษาไว้เพื่อที่จะคงโครงสร้างตลาดขาขึ้น จากการวิเคราะห์กรอบเวลารายวัน Bitcoin มีแนวโน้มที่จะทดสอบโซน $92,000-$95,000 ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเป็นระดับจิตวิทยาสำคัญที่นักลงทุนกำลังจับตามอง
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของ Bitcoin ในสัปดาห์นี้รวมถึง:
ในด้านเทคนิค Bitcoin แสดงสัญญาณการซื้อที่แข็งแกร่ง แต่นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่า RSI รายวันเข้าใกล้ภาวะซื้อมากเกินไป (overbought) ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับฐานระยะสั้นก่อนที่จะมีการเคลื่อนไหวขาขึ้นต่อไป นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับระดับ $80,000 ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญในระยะสั้น การปิดต่ำกว่าระดับนี้อาจบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างตลาด
Ethereum (ETH) ปรับตัวขึ้นตาม Bitcoin ในสัปดาห์นี้ โดยเพิ่มขึ้น 35% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา และกำลังซื้อขายที่ระดับ $4,200 ประมาณการ การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังเกี่ยวกับการอนุมัติ Ethereum ETF ในอนาคต และการพัฒนาต่อเนื่องในระบบนิเวศ Ethereum
Solana (SOL) เป็นอีกหนึ่ง Altcoin ที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น โดยเพิ่มขึ้น 28% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากการเติบโตของแอปพลิเคชัน DeFi และ NFT บนเครือข่าย Solana นอกจากนี้ การระงับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นในโครงการบล็อกเชนที่มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ
Ripple (XRP) ปรับตัวขึ้น 20% หลังจากมีความคืบหน้าเชิงบวกในคดีความกับ SEC ซึ่งเพิ่มความหวังในการแก้ไขปัญหาทางกฎหมายที่ยืดเยื้อและการนำ XRP กลับเข้าสู่การซื้อขายในตลาดสหรัฐฯ
ในภาพรวม Altcoin มักเคลื่อนไหวตามทิศทางของ Bitcoin แต่ด้วยความผันผวนที่สูงกว่า ในสัปดาห์นี้ Altcoin ส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในตลาดคริปโตโดยรวม
ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดคริปโตเคอเรนซี่และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมีความชัดเจนมากขึ้นในสัปดาห์นี้ โดยสะท้อนให้เห็นว่าคริปโตได้กลายเป็นส่วนสำคัญของระบบการเงินโลก การเคลื่อนไหวของราคาในตลาดคริปโตมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการเงิน ดังนี้:
นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวของราคา มีการพัฒนาที่สำคัญในตลาดคริปโตที่อาจส่งผลต่อแนวโน้มในอนาคต:
ตลาดคริปโตมีแนวโน้มเชิงบวกในระยะสั้นถึงระยะกลาง โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยดังนี้:
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม:
โดยสรุป ตลาดคริปโตแสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งในสัปดาห์นี้ โดย Bitcoin นำการเติบโตด้วยการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แนวโน้มเชิงบวกนี้ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคที่เอื้ออำนวยและการเพิ่มขึ้นของความเชื่อมั่นในตลาด อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรยังคงระมัดระวังและติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดในระยะสั้นถึงระยะกลาง
สัปดาห์หน้านักลงทุนควรให้ความสำคัญกับปัจจัยเศรษฐกิจหลักที่มีศักยภาพในการส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินโลก ดังนี้:
1. รายงานการประชุม FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐฯ
รายงานการประชุม Federal Open Market Committee (FOMC) ที่มีกำหนดการเปิดเผยในสัปดาห์หน้าจะเป็นเอกสารสำคัญที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิด รายงานนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการอภิปรายและความคิดเห็นของคณะกรรมการเกี่ยวกับสถานการณ์เงินเฟ้อ การชะลอตัวของตลาดแรงงาน และแนวโน้มนโยบายการเงินในอนาคต
นักลงทุนควรให้ความสนใจเป็นพิเศษกับความเห็นของคณะกรรมการเกี่ยวกับผลกระทบของนโยบายภาษีศุลกากรต่อเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงการอภิปรายเกี่ยวกับเวลาและขนาดของการลดอัตราดอกเบี้ยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
2. ข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ทั่วโลก
ข้อมูล PMI ภาคการผลิตและภาคบริการที่จะเปิดเผยในสัปดาห์หน้าจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ข้อมูลนี้จะช่วยให้นักลงทุนประเมินได้ว่าการระงับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางธุรกิจอย่างไร และภาคการผลิตกำลังฟื้นตัวจากการชะลอตัวหรือไม่
ตัวเลข PMI ที่แข็งแกร่งกว่าคาดจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นและสกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับการค้า เช่น AUD และ CAD ในขณะที่ตัวเลขที่อ่อนแอกว่าคาดอาจกระตุ้นการไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำและพันธบัตรรัฐบาล
3. การประชุม OPEC+ และแนวโน้มราคาน้ำมัน
การประชุม OPEC+ ที่มีการเลื่อนกำหนดการจากวันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม เป็นวันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม มีความสำคัญอย่างยิ่ง นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะมีการประกาศเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อราคาน้ำมันโลกในช่วงฤดูร้อนและหลังจากนั้น
นักลงทุนควรติดตามการประกาศและปฏิกิริยาของตลาดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในราคาน้ำมันมีผลกระทบต่อทั้งอัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
4. ข้อมูลเศรษฐกิจจีนและผลของมาตรการกระตุ้น
ข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่จะเปิดเผยในสัปดาห์หน้า รวมถึงยอดค้าปลีก การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร และการผลิตภาคอุตสาหกรรม จะช่วยให้นักลงทุนประเมินประสิทธิผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดของจีน
ตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจะเป็นสัญญาณบวกสำหรับเศรษฐกิจโลกและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ เนื่องจากจีนเป็นผู้บริโภครายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทองแดงและน้ำมัน
5. การเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน
หลังจากการประกาศระงับความตึงเครียดทางการค้าเป็นเวลา 90 วัน นักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศ รวมถึงข่าวสารเกี่ยวกับข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ข่าวเชิงบวกเกี่ยวกับการเจรจาจะช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย ในขณะที่ความล้มเหลวหรือความล่าช้าในการเจรจาอาจนำไปสู่ความผันผวนในตลาด
ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะคงแนวโน้มขาขึ้นในสัปดาห์หน้า หลังจากทะลุระดับสำคัญทางเทคนิค S&P 500 มีโอกาสที่จะทดสอบระดับ 6100 ซึ่งเป็นแนวต้านถัดไป ในขณะที่ Nasdaq และ Dow Jones ก็มีแนวโน้มที่จะทดสอบจุดสูงสุดเดิมเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระวังการปรับฐานระยะสั้นหลังจากการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหากข้อมูลเศรษฐกิจที่จะเปิดเผยในสัปดาห์หน้าอ่อนแอกว่าคาด ตลาดหุ้นเอเชียมีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ตลาดยุโรปอาจมีการเติบโตที่ช้ากว่าเนื่องจากความท้าทายทางเศรษฐกิจ
คู่เงิน EUR/USD มีแนวโน้มที่จะคงแนวโน้มขาขึ้นในระยะสั้น โดยมีเป้าหมายที่ระดับ 1.092 หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงอ่อนแอกว่าคาดและรายงานการประชุม FOMC มีท่าทีที่ผ่อนคลาย GBP/USD มีแนวโน้มที่จะทดสอบแนวต้านที่ 1.257 แต่อาจเผชิญกับแรงต้านหลังจากการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในสัปดาห์ที่ผ่านมา
USD/JPY มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 153.00 และ 155.50 โดยได้รับอิทธิพลจากความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย
สกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น AUD และ CAD มีแนวโน้มที่จะยังคงแข็งค่าขึ้นหากความตึงเครียดทางการค้ายังคงผ่อนคลายและข้อมูลเศรษฐกิจจีนออกมาแข็งแกร่ง
ทองคำมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นไปทดสอบระดับ $3300 ในสัปดาห์หน้า โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ในระยะยาวและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม หากตลาดแรงงานสหรัฐฯ แสดงสัญญาณการฟื้นตัว อาจทำให้เกิดแรงขายทำกำไรในระยะสั้น
ราคาน้ำมันดิบ WTI มีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลดลงหากการประชุม OPEC+ ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตตามที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของความต้องการในช่วงฤดูร้อนและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางอาจช่วยสนับสนุนราคาน้ำมันในระยะกลาง
Bitcoin มีแนวโน้มที่จะยังคงแนวโน้มขาขึ้นในระยะกลาง โดยมีเป้าหมายที่ระดับ $90,000-$95,000 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคาได้ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว การปรับฐานระยะสั้นอาจเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการเคลื่อนไหวขาขึ้นต่อไป
นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับระดับ $80,000 ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญในระยะสั้น การปิดต่ำกว่าระดับนี้อาจบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างตลาด Ethereum และ Altcoin อื่นๆ มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวตามทิศทางของ Bitcoin แต่ด้วยความผันผวนที่สูงกว่า
การทำกำไรจากการทะลุแนวต้าน:
การลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการระงับความตึงเครียดทางการค้า:
การป้องกันความเสี่ยงจากการปรับฐาน:
การเทรดตามแนวโน้ม EUR/USD:
การเทรดความผันผวนใน USD/JPY:
การเทรดสกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์:
การลงทุนในทองคำ:
การเทรดน้ำมัน:
การบริหารความเสี่ยงใน Bitcoin:
การกระจายการลงทุนใน Altcoin:
การใช้ประโยชน์จากความผันผวน:
กลยุทธ์การเทรดเหล่านี้ควรได้รับการปรับให้เหมาะสมกับโปรไฟล์ความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละราย และพร้อมปรับเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดและข้อมูลเศรษฐกิจที่เปิดเผยในสัปดาห์หน้า
สัปดาห์ที่ผ่านมา (12-17 พฤษภาคม 2025) เป็นช่วงที่เห็นการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของตลาดการเงินโลก โดยมีปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวของตลาดดังนี้:
ประการแรก ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ลดลงสู่ระดับ 2.3% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี ส่งผลให้ความคาดหวังเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพิ่มขึ้น
ประการที่สอง การระงับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนเป็นเวลา 90 วัน ช่วยลดความกังวลของนักลงทุนและเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดโดยรวม โดยเฉพาะตลาดหุ้นเอเชียและสกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับการค้าและสินค้าโภคภัณฑ์
ประการที่สาม นโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกยังคงมีท่าทีที่ระมัดระวัง โดย Fed คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 4.25%-4.5% BOJ แสดงท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น และ PBOC ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 10 ข้อ
ผลลัพธ์คือการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งของสินทรัพย์หลัก ได้แก่:
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ การชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผลกระทบของนโยบายภาษีศุลกากรต่อเงินเฟ้อในอนาคต และการประชุม OPEC+ ที่อาจมีการประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน
การบริหารความเสี่ยงมีความสำคัญอย่างยิ่งในสภาวะตลาดปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งโอกาสและความท้าทาย นักลงทุนควรพิจารณาหลักการต่อไปนี้:
ในระยะยาว มีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดการเงินโลก รวมถึง:
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินโลกแสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคที่เอื้ออำนวยและการผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้า ในสัปดาห์หน้า นักลงทุนควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ รายงานการประชุม FOMC และการประชุม OPEC+ อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์การลงทุนตามการเปลี่ยนแปลงของตลาด การบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม การมีวินัยในการเทรด และการกระจายการลงทุนยังคงเป็นหลักการสำคัญในการนำทางผ่านสภาวะตลาดที่มีทั้งโอกาสและความท้าทาย นักลงทุนทุกระดับควรพัฒนาความรู้และทักษะอย่างต่อเนื่อง และปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสไตล์การเทรดและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตนเอง เพื่อบรรลุเป้าหมายการลงทุนในระยะยาว